พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ (พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระรามาธิบดีที่ 5) เสด็จเถลิงถวัลย์ ราชสมบัติ ปกครองประเทศเมื่อพระราชบิดา (พระมงกุฎ หรือ พระจอมเกล้า) เสด็จสวรรคต พระองค์เสด็จราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงเป็นพระราชโอรส องค์แรกแห่งสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี และทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 แห่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ ราชสมบัติสืบสันติวงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2411 เมื่อพระชนมายุได้ 15 ชันษา โดยมีพระยาศรีสุริยะวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นัด

     ช่วงระยะเวลาการครองราชย์เป็นเวลา 42 ปีนี้ เต็มไปด้วยการปฏิรูปอย่างกว้างขวาง และเป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ยุคใหม่ พระองค์ทรงศึกษาระบอบการปกครองจากประเทศตะวันตก สร้างสัมพันธภาพกับประเทศมหาอำนาจ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา และรัสเซีย และพร้อมกันนี้ได้ทรงส่งพระราชโอรสไปศึกษาในประเทศตะวันตกอีกด้วย ดูเหมือนว่าพระองค์จะทรงพร้อมที่จะศึกษาแบบอย่างจากประเทศตะวันตก แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทรงยอดที่จะถูกครอบครองโดยประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ไทยองค์แรกที่ทรงเสด็จประพาสยังประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ในเอเชีย และเสด็จเยือนยุโรป 2 ครั้ง ที่ใดก็ตามที่พระองค์เสด็จไป พระองค์ทรงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น และพระราชวงศ์ของประเทศต่างๆ ก็ทรงให้เกียรติพระองค์อย่างมากเช่นกัน

     การปฏิรูปของพระองค์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับแทบจะทุกแง่มุมของชีวิตคนไทย ได้แก่ การประกาศเลิกทาส การขยายระบบคมนาคม โดยการสร้างทางรถไฟ การจัดตั้งการไปรษณีย์โทรเลข และจัดตั้งให้มีการปกครองโดยใช้ระบอบ กระทรวงในปี พ.ศ. 2435 นอกจากนี้พระองค์ยังทรงจัดให้มีการบริการด้านสาธารณะต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสุขภาพและการศึกษา

     แต่โชคร้ายที่ว่าเหตุการณ์ของโลกในขณะนั้นไม่เอื้ออำนวย ที่จะให้พระองค์ดำเนินการปฏิรูปการปกครองไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น เพราะเป็นช่วงระยะเวลาแห่งการล่าอาณานิคม ดังนั้นพระองค์จึงต้องปรับนโยบายต่างประเทศของพระองค์โดยยึดเอาการดำรงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างประเทศที่กำลังแข่งขันล่าอาณานิคม พระองค์รักษาได้ซึ่งมิตรภาพระหว่างประเทศมหาอำนาจและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ในช่วงท้ายของการปกครองของพระองค์ ประเทศไทยได้เสียพื้นที่มากมายให้กับประเทศฝรั่งเศส หลายครั้ง ดังนั้นในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ ถึงแม้ประเทศไทยจะต้องเสียสละดินแดนในบางส่วนแต่ก็ยังสามารถรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้

     เป็นที่แจ่มชัดแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประสงค์ที่จะให้กษัตริย์ใกล้ชิดประชาชน ดังนั้นในปี พ.ศ. 2416 หลังจากที่ทรงเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงมีพระราชโองการให้ยกเลิกการหมอบกราบในขณะเข้าเฝ้า พระมหากษัตริย์ และต่อมาในปี พ.ศ. 2448 ก็ทรงประกาศเลิกทาส ในปีเดียวกันนี้ ได้ออกกฎหมายเลิกทาสโดยสั่งห้ามไม่ให้มีการซื้อขายทาสโดยเด็ดขาด

     พระองค์ทรงเสด็จเยี่ยมเยียราษฎรทั่วทั้งประเทส เพื่อไต่ถามและศึกษาสภาพความเป็นอยู่ และสุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎรของพระองค์ โดยมากการเสด็จของพระองค์นี้เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประพาสต้น นับเป็นการยากที่จะกล่าวถึงพระราชกรณียกิจในการปฏิรูป ของพระองค์ได้ทั้งหมด กระทรวงและกรมที่มีอยู่ทุกวันนี้เกือบทั้งหมด ถือกำหนดมาจาก พระราชดำริอันก้าวไกลของพระองค์นั่นเอง

     การสวรรคตของพระองค์เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 นับเป็นการสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ของพสกนิกรทั่วประเทศ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พสกนิกรให้ความเคารพ และมีความจงรักภักดีมากที่สุดพระองค์หนึ่ง จนพสกนิกรทั่วประเทศขนานพระนามพระองค์ว่า "สมเด็จพระปิยมหาราช" ยิ่งไปกว่านั้นชาวไทยทั่วไปโดยมากเชื่อว่าพระองค์ทรงมีอำนาจมหัศจรรย์ในอันที่จะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล และความเจริญรุ่งเรือง สำหรับผู้ที่กราบไว้เคารพบูชาพระองค์ ดังนั้นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์จึงมีให้พบเห็นในเกือบทุกๆ บ้าน ชาวไทยทุกสาชาอาชีพ พร้อมใจกันวางพวงมาลาที่พระบรมรูปทรงม้า ของพระองค์ที่ลานพระบรมรูป ในกรุงเทพมหานคร และพระบรมรูปของพระองค์ในจังหวัดต่างๆ

กลับไป

 

Nedstat Basic - Free web site statistics